%T วัฒนธรรมการบรรเลงดนตรีไทใหญ่จังหวัดเชียงใหม่ %A ขำคม พรประสิทธิ์ %V งานวิจัยเรื่องวัฒนธรรมการบรรเลงดนตรีไทใหญ่ จังหวัดชียงใหม่มีวัตถุประสงค์ %V เพื่อศึกษาการบรรเลงดนตรีไทใหญ่ที่ปรากฏในจังหวัดเชียงใหม่และรวบรวมทำนองเพ %V ลง ผลการวิจัยพบการอ่านธรรมการเฮ็ดความ การตีกลองก้นยาว การตีกลองมองเซิง ก %V ารเป่าปี่นํ้าเต้า การดีดติ่งตุม การตีสีคาบและการบรรเลงวงดนตรีที่เรียกว่า %V ดนตรีจ้าดไต และยังพบว่าจังหวัดเชียงใหม่ มีการบรรเลงดนตรีไทใหญ่ที่มีความเ %V ข้มแข็งมากที่สุดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทยด้วย การศึกษาการบรรเลงดนต %V รีไทใหญ่พบว่าการตีกลองก้นยาวมีการใช้เครื่องกำกับจังหวะขึ้นต้นทุกครั้ง สำ %V นวนช่วงลงจบการตีกลองก้นยาวไม่ว่าจะตีด้วยวัตถุประสงค์ใดจะลงจบด้วยเสียงปิด %V หรือการหยุดเสียงด้วยการตีกดลงบนหน้ากลองทั้งสิ้น และกระสวนทำนองกลองเมื่อน %V ำไปใช้ต่างโอกาสสามารถนำมาตีทดแทนกันไปมาได้ การตีกลองมองเซิง มีลักษณะที่โ %V ดดเด่นคือขึ้นต้นด้วยเสียงฉาบเป็นอันดับแรกเพื่อลักษณะเสียงที่อ่อนหวาน เสี %V ยงกลองมองเซิงได้แก่ “เสียงตึง” จะตีพร้อมกับเสียงมอง และลักษณะกระสวนทำนอง %V กลองมองเซิงปรากฏ 6 กระสวนหลัก การเป่าปี่น้ำเต่าพบลักษณะการการเป่าทำนองยา %V วๆ โดยไม่มีจังหวะเข้ามาควบคุม ทำนองส่วนใหญ่ใช้เสียงทางเสียงสูงและมีการรว %V บเสียงการดีดติ่งตุม เป็นการดีดไม้ไผ่ด้วยมือขวาและมือซ้ายประกอบกันเพื่อเล %V ียนแบบให้เกิดเป็นทำนองอย่างกลองก้นยาวและกลองมองเซิง โดยมือขวาจะดีดยืนเป็ %V นเสียงมอง มือซ้ายดำเนินทำนองกลอง การตีสีคาบเป็นลักษณะการกำกับจังหวะหนัก %V เช่นเดียวกับการตีกรับในวงดนตรีไทย เพื่อให้การบรรเลงรวมวงเกิดความหนักแน่น %V และเพื่อเป็นจังหวะให้กับนักดนตรีทุกคนสามารถบรรเลงได้พร้อมเพรียงกัน %V การศึกษาและรวบรวมทำนองเพลงที่ปรากฏพบว่า การอ่านธรรม ถือได้ว่าเป็นภู %V มิปัญญาไทใหญ่ โดยผู้สูงอายุที่ได้รับการยอมรับในสังคม ใช้เป็นสื่อในการสอน %V คนในสังคมและเยาวชนให้เป็นคนดี การอ่านธรรมมีการใช้เสียงน้อยที่สุด 3 เสียง %V และใช้เสียงมากที่สุดไม่เกิน 5 เสียง ทำนองส่วนใหญ่เมื่อขึ้นต้นด้วยเสียงใด %V จะจบทำนองสุดท้ายด้วยเสียงเดิม การดำเนินทำนองยังพบการลากเสียงไหลเป็นคู่ 2 %V คู่ 3 คู่ 5 และพบว่าการลากเสียงลูกตกของทำนองเพลงห้องที่ 3 การเฮ็ดความ แ %V บ่งทำนองออกเป็น 4 วรรค แต่ละวรรคมีแนวการบรรเลงแตกต่างกัน วรรคแรกจังหวะช้ %V า วรรคที่ 2 จังหวะ “ช้า-เร็ว-ช้า” วรรคที่ 3 จังหวะเร็วขึ้น 1 เท่าตัวจากว %V รรคที่ 1 วรรคสุดท้ายเป็นทำนองลงจบมีลีลาคล้ายการพูดและจบท้ายด้วยการลากเสี %V ยงร้องยาว ส่วนเสียงของลูกตกวรรคที่ 1 วรรคที่ 2 และวรรคที่ 4 เป็นเสียงเดี %V ยวกันคือเสียงซอล ส่วนวรรคที่ 3 มีลูกตกเสียงที่ทำนองดนตรีจ้าดไต เป็นทำนอง %V เพลงที่เน้นเนื้อร้องเพื่อดำเนินเรื่องราวเป็นสำคัญดนตรีทำหน้าที่บรรเลงคลอ %V ไปกับเสียงร้องและบรรเลงรับทำนองเดียวกับการขับร้องโดยไม่เน้นการเปลี่ยนแปล %V งทำนองเป็นอย่างอื่น การบรรเลงมีทำนองขึ้นต้นหรือท่อนนำก่อนเข้าสู่บทร้อง พ %V บการใช้เสียงครบทั้ง 7 เสียงเรียงร้อยเป็นทำนอง ทำนองร้องจะร้องเป็นเสียงตร %V งไปตามคำร้องที่กำหนดในบทเพลงนั้น ไม่มีการร้องเอื้อนประกอบ หากไม่มีคำร้อง %V จะมีการกำหนดเสียงลูกตกที่สม่ำเสมอกันทุกวรรคเพลง และพบลักษณะการใช้เสียงเร %V ียงกันปรากฏทั้งเรียง 3 เสียงและเรียง 4 เสียงเป็นส่วนใหญ่ %K ดนตรี %K ไทใหญ่ %K วัฒนธรรมการบรรเลง %K ดนตรีไทใหญ่ %K จังหวัดเชียงใหม่ %V https://so02.tci-thaijo.org/index.php/fineartsJournal/article/view/77442 %D 2016 %V วารสารวิจิตรศิลป์ Vol. 7 No. 1 (2016): มกราคม - มิถุนายน 2559 %V 2985-1181 (Online) %0 บทความวิชาการด้านล้านนา