วัฒนธรรมการบรรเลงดนตรีไทใหญ่จังหวัดเชียงใหม่
รายละเอียดรายการ
| คอลเลกชัน | คอลเลกชัน: บทความวิชาการด้านล้านนา |
|---|---|
| รหัสรายการ CMU Digital | รหัสรายการ CMU Digital: dc:185189 |
| Title | Title: วัฒนธรรมการบรรเลงดนตรีไทใหญ่จังหวัดเชียงใหม่ |
| Creator | Creator: ขำคม พรประสิทธิ์ |
| Journal Title | Journal Title: วารสารวิจิตรศิลป์ |
| Abstract (Other) | Abstract (Other): งานวิจัยเรื่องวัฒนธรรมการบรรเลงดนตรีไทใหญ่ จังหวัดชียงใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบรรเลงดนตรีไทใหญ่ที่ปรากฏในจังหวัดเชียงใหม่และรวบรวมทำนองเพลง ผลการวิจัยพบการอ่านธรรมการเฮ็ดความ การตีกลองก้นยาว การตีกลองมองเซิง การเป่าปี่นํ้าเต้า การดีดติ่งตุม การตีสีคาบและการบรรเลงวงดนตรีที่เรียกว่าดนตรีจ้าดไต และยังพบว่าจังหวัดเชียงใหม่ มีการบรรเลงดนตรีไทใหญ่ที่มีความเข้มแข็งมากที่สุดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทยด้วย การศึกษาการบรรเลงดนตรีไทใหญ่พบว่าการตีกลองก้นยาวมีการใช้เครื่องกำกับจังหวะขึ้นต้นทุกครั้ง สำนวนช่วงลงจบการตีกลองก้นยาวไม่ว่าจะตีด้วยวัตถุประสงค์ใดจะลงจบด้วยเสียงปิดหรือการหยุดเสียงด้วยการตีกดลงบนหน้ากลองทั้งสิ้น และกระสวนทำนองกลองเมื่อนำไปใช้ต่างโอกาสสามารถนำมาตีทดแทนกันไปมาได้ การตีกลองมองเซิง มีลักษณะที่โดดเด่นคือขึ้นต้นด้วยเสียงฉาบเป็นอันดับแรกเพื่อลักษณะเสียงที่อ่อนหวาน เสียงกลองมองเซิงได้แก่ “เสียงตึง” จะตีพร้อมกับเสียงมอง และลักษณะกระสวนทำนองกลองมองเซิงปรากฏ 6 กระสวนหลัก การเป่าปี่น้ำเต่าพบลักษณะการการเป่าทำนองยาวๆ โดยไม่มีจังหวะเข้ามาควบคุม ทำนองส่วนใหญ่ใช้เสียงทางเสียงสูงและมีการรวบเสียงการดีดติ่งตุม เป็นการดีดไม้ไผ่ด้วยมือขวาและมือซ้ายประกอบกันเพื่อเลียนแบบให้เกิดเป็นทำนองอย่างกลองก้นยาวและกลองมองเซิง โดยมือขวาจะดีดยืนเป็นเสียงมอง มือซ้ายดำเนินทำนองกลอง การตีสีคาบเป็นลักษณะการกำกับจังหวะหนัก เช่นเดียวกับการตีกรับในวงดนตรีไทย เพื่อให้การบรรเลงรวมวงเกิดความหนักแน่น และเพื่อเป็นจังหวะให้กับนักดนตรีทุกคนสามารถบรรเลงได้พร้อมเพรียงกัน การศึกษาและรวบรวมทำนองเพลงที่ปรากฏพบว่า การอ่านธรรม ถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาไทใหญ่ โดยผู้สูงอายุที่ได้รับการยอมรับในสังคม ใช้เป็นสื่อในการสอนคนในสังคมและเยาวชนให้เป็นคนดี การอ่านธรรมมีการใช้เสียงน้อยที่สุด 3 เสียงและใช้เสียงมากที่สุดไม่เกิน 5 เสียง ทำนองส่วนใหญ่เมื่อขึ้นต้นด้วยเสียงใดจะจบทำนองสุดท้ายด้วยเสียงเดิม การดำเนินทำนองยังพบการลากเสียงไหลเป็นคู่ 2 คู่ 3 คู่ 5 และพบว่าการลากเสียงลูกตกของทำนองเพลงห้องที่ 3 การเฮ็ดความ แบ่งทำนองออกเป็น 4 วรรค แต่ละวรรคมีแนวการบรรเลงแตกต่างกัน วรรคแรกจังหวะช้า วรรคที่ 2 จังหวะ “ช้า-เร็ว-ช้า” วรรคที่ 3 จังหวะเร็วขึ้น 1 เท่าตัวจากวรรคที่ 1 วรรคสุดท้ายเป็นทำนองลงจบมีลีลาคล้ายการพูดและจบท้ายด้วยการลากเสียงร้องยาว ส่วนเสียงของลูกตกวรรคที่ 1 วรรคที่ 2 และวรรคที่ 4 เป็นเสียงเดียวกันคือเสียงซอล ส่วนวรรคที่ 3 มีลูกตกเสียงที่ทำนองดนตรีจ้าดไต เป็นทำนองเพลงที่เน้นเนื้อร้องเพื่อดำเนินเรื่องราวเป็นสำคัญดนตรีทำหน้าที่บรรเลงคลอไปกับเสียงร้องและบรรเลงรับทำนองเดียวกับการขับร้องโดยไม่เน้นการเปลี่ยนแปลงทำนองเป็นอย่างอื่น การบรรเลงมีทำนองขึ้นต้นหรือท่อนนำก่อนเข้าสู่บทร้อง พบการใช้เสียงครบทั้ง 7 เสียงเรียงร้อยเป็นทำนอง ทำนองร้องจะร้องเป็นเสียงตรงไปตามคำร้องที่กำหนดในบทเพลงนั้น ไม่มีการร้องเอื้อนประกอบ หากไม่มีคำร้องจะมีการกำหนดเสียงลูกตกที่สม่ำเสมอกันทุกวรรคเพลง และพบลักษณะการใช้เสียงเรียงกันปรากฏทั้งเรียง 3 เสียงและเรียง 4 เสียงเป็นส่วนใหญ่ |
| Physical Description | Physical Description: หน้า91-141 |
| Subject | Subject: ดนตรี ไทใหญ่ |
| Keyword | Keyword: วัฒนธรรมการบรรเลง ดนตรีไทใหญ่ จังหวัดเชียงใหม่ |
| Link Source | Link Source: https://so02.tci-thaijo.org/index.php/fineartsJournal/article/view/77442 |
| Date Issued | Date Issued: 2559 |
| Relation | Relation: วารสารวิจิตรศิลป์ Vol. 7 No. 1 (2016): มกราคม - มิถุนายน 2559 |
| ISSN | ISSN: 2985-1181 (Online) |
| Rights | Rights: คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ |
| Rights Access | Rights Access: ท่านอาจจะบันทึกข้อมูลเพื่อการวิจัยและการศึกษาค้นคว้า หากท่านต้องการใช้สำหรับวัตถุประสงค์อื่น ท่านต้องติดต่อหน่วยงานผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อขออนุญาตใช้ |
เอกสารอ้างอิง
EndNoteเอกสารดิจิทัล
ไม่มีไฟล์ที่สามารถดาวน์โหลดได้ตามสิทธิ์ของท่าน
นโยบายบริการเอกสารฉบับเต็ม